ใครก็ตาม หากมีความคิดที่จะเขียนหนังสือขึ้นมาสักเล่มหนึ่ง เพื่อให้เป็น ผลงานแห่งชีวิต เชื่อว่าเขาคงจะต้องเลือกที่จะเขียนในสิ่งที่สะท้อนให้เห็นเป็นด้านดีของตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่ ผมเองก็อยากจะทำเช่นนั้น แต่เมื่อพิจารณาถึงคุณค่าของเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง สุดท้ายผมก็ตัดสินใจที่จะทิ้งเปลือกสวยๆที่ห่อหุ้มแต่ละวันแต่ละคืนในชีวิตออก เพื่อทำให้หนังสือเล่มนี้ มีชีวิต..ตามแบบของมนุษย์ปกติ ที่จะต้องเคยทำทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ คละเคล้าปะปนกันมา มีบางเรื่องในชีวิตที่ผมเคยทำแล้วคุณอาจจะรู้สึกไม่ชอบเอามากๆ แต่ก็จะมีบางเรื่องที่ผมทำไว้ดี เป็นแต้มที่บวกลบแล้ว...คุณก็จะรู้สึกว่าความจริงแล้วผมก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก เมื่อเอาความดีและความเกือบเลวเหล่านั้นมา “คน” เข้าด้วยกัน มันก็ผสมผสานกันออกมาเป็นบทเพลง

          เหมือนที่ศิลปินหลายท่านเคยพูดไว้ว่าการจะสร้างสรรค์งานศิลปะให้ถึงระดับสุดยอดได้ ต้องทำอย่างไร้ข้อจำกัด ในมุมของการเขียนบอกเล่าชีวิตตัวเอง ย่อมหมายถึงการเขียนโดยไม่ต้องกลัวว่าใครบางคน...อ่านแล้วจะรู้สึกไม่ดีหรือถึงขั้นเสียใจ ผมจึงตัดสินใจนำสิ่งที่เคยเขียนไว้ในหนังสือ “เราจะนอนมองฟ้าด้วยกันอีกครั้ง” และ “ท้องฟ้าริมหน้าต่าง” ที่เคยเขียนไว้เมื่อสิบปีก่อนมาเล่าใหม่ และครั้งนี้ ผมสามารถทำได้บนเงื่อนไข ที่ “ไร้ข้อจำกัด”

          เมื่อไล่เรียงดูรายชื่อผลงานเพลงที่ผมแต่งมาทั้งหมด ย่อมไม่ง่ายนัก ที่จะเลือกเพลงจำนวน 60 เพลง ออกมาเขียนถึง โดยที่จะไม่ถูกคนมากมายตั้งคำถามว่า ทำไมไม่มีเพลงนั้น...ทำไมไม่มีเพลงนี้? ผมจึงขอชี้แจงไว้ว่า 60 เพลง ที่คัดเลือกมาอยู่ในหนังสือเล่มนี้ อาจไม่ใช่เพลงที่ดีที่สุด ดังที่สุด ใช้ทักษะในการเขียนเพลงสูงที่สุด หรือเป็นเพลงที่คนฟังชอบที่สุด  แต่สาเหตุที่เลือกเพลงเหล่านี้ก็เพราะมันมีเรื่องราวและแรงบันดาลใจ มีอะไรที่จะพูดถึงเพื่อเป็นสาระบันเทิงและประโยชน์ต่อคนที่อ่านหนังสือได้ และนี่คือความหมายของคำว่า “ชีวิตลิขิตเพลง” ไม่ใช่หนังสือ “รวมเพลงฮิตของสุรักษ์”

          แล้วทำไมต้องเป็น 60 เพลง? เพราะมันจะเป็น 100 เพลงก็ย่อมได้ ผมได้พิจารณาถึงความพอเหมาะพอดีกับความเป็นหนังสือ “เพื่ออ่าน” ในรูปเล่มที่จะไม่หนาจนเกินไป ราคาไม่แพงเกินไป และตัวเลข 60 คือตัวเลขตามเกณฑ์อายุของคนทั่วไปที่ถือว่าได้ใช้ชีวิตที่เกิดมาอย่างคุ้มค่า และส่วนที่เหลือคือกำไรชีวิต ผมเองในวันนี้ ถึงจะยังไม่ใกล้ แต่ก็ไม่ไกลจากวัยดังกล่าว  60 เพลง...เหมือนภาพยนตร์ Drama , Romantic – Comedy , Thriller, Fantasy ครบทุกรสชาติ เพียงพอที่จะให้ความสุขความบันเทิงกับทุกท่านได้ ผมมีคำแนะนำไว้ตรงนี้ว่า ให้นำ CD แผ่นนี้ไปทำเป็นไฟล์เพลงสำรองเก็บไว้ที่อื่นด้วย เพราะตามปกติ CD มักจะเดินทางไปสู่สุสานของมันไม่ช้าก็เร็ว โดยเฉพาะหากเก็บไว้ในรถ จะเก็บเพลงไว้ใน Thumb Drive ใน Hard Disk หรืออุปกรณ์การฟังเพลงส่วนตัวแบบไหนของท่านก็ได้ บางที...นี่อาจจะเป็น CD แผ่นสุดท้าย ที่ผมจะได้เกี่ยวข้องกับผลงานของตัวเองก็เป็นได้

          การเรียงเพลงตามลำดับ Timeline ของชีวิต ไล่มาตั้งแต่ปีแรกที่ผมเริ่มเข้าทำงานแต่งเพลงกับ บ.แกรมมี่ ในปี 2533  จนออกมาเป็นนักแต่งเพลงอิสระถึงปัจจุบัน เชื่อว่าทุกๆเพลงที่คุณผู้อ่านได้อ่านไป ก็เหมือนการได้นั่ง Time Machine ย้อนเวลา ย้อนความทรงจำของตัวเองไปด้วย มันคือบันทึกเรื่องราวที่อาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวของผมก็จริง แต่ก็มีฉาก มีเหตุการณ์มากมาย ที่จะทำให้ทุกๆท่านได้เห็นภาพตัวเองอยู่ในวันเวลาสถานที่แห่งนั้นด้วย  เชื่อว่าจะมี “ชีวิตของฉัน...ผ่านบทเพลงของสุรักษ์” ผ่านเข้ามาในความคิดของทุกท่านเป็นระยะๆ คงจะไม่เกินเลยที่จะใช้คำว่า “The Journey Through Songs” เป็นคำอธิบายรอง ระบุตัวตนของหนังสือเล่มนี้

          ผมโชคดีที่มีโอกาสได้สร้างสรรค์เพลงในยุคที่คุณภาพการบันทึกเสียงดีเลิศ..ตั้งแต่เพลงแรกที่ได้แต่ง จากยุคที่ระบบการบันทึกเสียงยังเป็นแบบ Analog จนข้ามมาสู่ยุคการบันทึกเสียงแบบ Digital  ทุกๆเพลงที่ผมแต่งไว้ เป็นเพลงที่มีคุณภาพในการบันทึกเสียงดี  เชื่อถึงขนาดว่าอีกพันปีเพลงเหล่านี้ก็จะยังคงอยู่ ถึงจะกลายเป็นเพลงโบราณ แต่คุณภาพเสียงมันจะดีพอสำหรับหูมนุษยชาติไปตลอดกาล ตราบเท่าที่เราได้ยินเสียงนกร้อง เสียงลมพัด เสียงน้ำเซาะทราย แล้วยังรู้สึกว่ามีความสุขที่ได้ยิน บทเพลงเหล่านี้ก็จะสร้างความสุขความสุนทรีให้ผู้ที่ได้ฟังเฉกเช่นเดียวกัน ตราบเท่าที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ยังดำรงคงอยู่ในโลกนี้ เสียงเพลง เสียงดนตรี จะยังคงบรรเลงต่อไป แม้ในอนาคตอันใกล้ จะมีคนไปตั้งที่พำนักพักพิงอยู่บนดวงดาวอื่นๆในจักรวาล เสียงเพลงก็จะเดินทางข้ามดวงดาวไปด้วย และคุณแม่..ที่อยู่บนดาวดวงนั้น ก็จะเปิดเพลง “วิมานดิน” ให้ลูกฟัง พร้อมกับบอกลูกว่า “ดาวที่บรรพบุรุษเราเคยอยู่ สวยงามแบบนี้เลยนะลูก!” อาจจะดูเหมือนจินตนาการเพ้อเจ้อ แต่ผมมั่นใจที่สุดว่าหากไม่มีสงครามนิวเคลียร์ที่ทำให้เราสูญสิ้นอารยะธรรม บทเพลงเหล่านี้ก็จะไม่สูญหายไปไหน สิ่งที่บันทึกไว้ในเพลง สถานที่ต่างๆ วัฒนธรรม สภาพสังคมและความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ความรู้สึกนึกคิด และสิ่งที่มนุษย์กระทำต่อกัน จะแทนคำให้การว่าโลกเราเคยเป็นยังไง และเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อไหร่? แม้กระทั่ง..วันไหน!

          การเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อ “ลิขิตเพลง” ไม่ต้องอาศัยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวอะไรในการตัดสินใจ เพราะผมเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ต่อให้เป็นความคิดความเชื่อที่คับแคบ ผมก็เลือกแล้วที่จะเชื่อแบบนี้ ดังนั้น..สิ่งสำคัญที่สุดสิ่งแรกสำหรับผมจึงไม่ใช่เงินทอง แต่คือการแต่งเพลง..ที่อย่างน้อยตัวเองต้องเชื่อว่าดี ฝากไว้ในโลกนี้ให้มากที่สุด ผมมีหน้าที่กล่อมเกลาความคิดจิตใจผู้คนให้อ่อนไหวอ่อนโยนผ่านตัวโน้ตและถ้อยคำในเพลง ถึงวันที่จากโลกนี้ไป ตัวโน้ตและตัวอักษรเหล่านี้จะเป็นทั้งกายและจิตที่ทำให้ผู้คนรับรู้ถึงการ “เคย” มีผมอยู่ในโลกนี้ นักแต่งเพลงไม่ได้เป็นอาชีพที่วิเศษยิ่งใหญ่ แต่เป็นอาชีพธรรมดาๆที่มุ่งหวังจะสร้างรอยยิ้ม ความสุข ความสนุก ความหวังและความฝัน คอยเรียกน้ำตาในยามที่ซาบซึ้งตื้นตัน บีบคั้นในคืนวันที่หัวใจเจ็บปวดรวดร้าว น้ำใสๆที่หยดหยาดจากดวงตา จะทำให้คุณได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นออกมา ทั้งในสภาวะแห่งความสุขและความเศร้า ปลุกปลอบขวัญ ให้กำลังใจคุณในยามที่ต้องการ ทุกสิ่งอย่างที่ให้ความบันเทิงเราอยู่ทุกวันนี้ หากปราศจากเสียง...ที่ถูกมนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมา ก็จะจืดชืดไร้รสชาติสิ้นดี  เสียงจากธรรมชาติอาจจะไพเราะที่สุดก็จริง แต่เสียงที่นักดนตรีและนักแต่งเพลงสร้างขึ้นมา จะเติมเต็มจิตวิญญาณของมนุษย์ ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล หากดาวดวงใดมีสิ่งมีชีวิตบังเกิดขึ้น..แต่ปราศจากเสียงดนตรี ย่อมเป็นดวงดาวที่เคราะห์ร้าย

          เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ทุกวันนี้ มีพลังพอที่จะช่วยเหลือ ปลอบประโลม ผลักดัน ฉุดดึง เยียวยา จนถึงขั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนได้ ผมจึงภาคภูมิใจอย่างที่สุด ที่จะมีชีวิตอยู่ เพื่อลิขิตเพลง...ต่อไป

 

                                                  สุรักษ์ สุขเสวี