ผมกับเอก..เป็นเพื่อนเรียนมาด้วยกันตั้งแต่สมัยชั้นประถมที่ ร.ร.อภิบาลกุลบุตร อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี มิตรภาพระหว่างผมกับเอกเป็นไปแบบเด็กๆ ดูไม่มีอะไรลึกซึ้งเป็นพิเศษ และไม่มีสิ่งที่จะเป็นจุดโน้มนำให้เด็กสองคนนี้มีจุดร่วมอะไรกันได้เลย เพราะเอกเป็นคนที่สอบได้ที่หนึ่งในชั้นแบบผูกขาดทุกระดับชั้นปีที่ผ่านไป ส่วนผม..ผลการเรียนอยู่ในระดับกลางๆของชั้น ในวันที่เป็นเด็ก ก็ยังพอมองออกและคิดได้ตามประสาเด็ก..ว่าเพื่อนร่วมชั้นของผมคนนี้ต้องเป็นคนมีอนาคตไกลแน่ๆ

 

          ครั้งหนึ่ง..ผมนัดกับเพื่อนร่วมชั้นกลุ่มหนึ่งไปเที่ยววิ่งเล่นแถวๆโรงเรียนในวันหยุด และมีโอกาสเข้าไปที่บ้านของเอกซึ่งอยู่ในคลองไม่ไกลจากโรงเรียนนัก เอกชวนผมเข้าไปในบ้าน แล้วก็ชี้ให้ดูโน่นดูนี่ตามประสาเด็กๆ จนไปหยุดที่ตู้หนังสือใหญ่ตู้หนึ่ง เอกบอกว่าคุณพ่อและคุณอาชอบอ่าน “หนังสือ” ยิ่งตอกย้ำให้เห็นความแตกต่างเรื่องโอกาสที่จะได้รับความรู้ เพราะเอกอยู่ในแวดล้อมของบุคคลที่ถ้าจะใช้คำว่าเป็นคนมีความรู้และคงแก่เรียน ก็คงใช่! ในความคิดแบบเด็กๆตอนนั้น ผมไม่ได้อิจฉาเอก แต่มองเอกและครอบครัวด้วยความรู้สึกทึ่งและนับถือ เอกมีสิ่งที่ผมไม่มีทางจะมี มีคุณพ่อคุณแม่เป็นข้าราชการ แถมยังมีคุณย่า “ครูสุนีย์” เป็นคุณครูสอนอยู่ที่ ร.ร.อภิบาลกุลบุตรด้วย แต่โลกนี้ก็ไม่ได้โหดร้ายเกินไปนัก เพราะผมก็มีบางสิ่งที่เอกไม่มี นั่นคือผมเล่น “กระต่ายขาเดียว” เก่งมาก และยังเป็นแชมป์ประกวดร้องเพลงในกิจกรรมวันเด็กของโรงเรียน 3 ปีซ้อน เมื่อขึ้นชั้น ป.4 และ ป.5 ทุกเช้าเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติ ผมจะถูกเรียกให้ไปร้องเพลงชาติสดๆในห้องกระจายเสียงของโรงเรียน  ผมไม่เคยมีโอกาสทราบว่าความแตกต่างจนเหมือนคนละขั้วระหว่างผมกับเอกในวันนั้น จะทำให้เอกมองผมด้วยความชื่นชมเหมือนกับที่ผมมองเอกหรือเปล่า?

          เขียนไว้เป็นเรื่องเล่าส่วนตัวที่อยากให้คนในครอบครัวเอกรู้ว่า ตอนเรียน ป.3 ผมกับเอกเคยได้เล่นละครกันแบบ “เล่นๆ” กันในห้องเรียน ในชั่วโมงเรียนภาษาไทย เดาว่าคุณครูคงอยากจะหาวิธีให้เด็กๆจำเรื่อง “เงาะป่า” พระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 5 ให้แม่นๆ เลยเรียกให้ผมออกไปหน้าห้องเพื่อรับบทเป็นเจ้าเงาะ “ซมพลา” ด้วยความที่สมัยเด็กผมซนและวิ่งเล่นกลางแดดเปรี้ยงทุกวัน จนตัวดำปี๋..ยิ้มเห็นแต่ฟันขาวๆเหมือนเจ้าเงาะน้อยนั่นเอง ส่วนเอกรับบทเป็น “ฮเนา” ซึ่งเป็นหนุ่มน้อยลูกคนมีฐานะประจำหมู่บ้าน และนางเอกคือลำหับ ก็รับบทโดยเพื่อนชื่อ “อรุณี” ซึ่งเป็นสาวน้อยที่ตาโตปากนิดจมูกหน่อย เป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักคนหนึ่งของห้องนั่นเอง (เรื่องราวในบทละครจะเป็นเช่นไร ใครใคร่รู้ลองเสิร์ช Google หาอ่านดูได้ไม่ยาก) ครูก็จัดให้เล่นไป หัวเราะกันไป ตามประสาเด็กๆ เกร็ดเล็กๆนี้ ผมหวังว่าครอบครัวและคนที่รักเอกทุกคนคงจะอมยิ้ม และเห็นด้วยว่าเป็นการ Casting ที่เหมาะสมแล้ว

          จากนั้นผมก็เข้ามาเรียนต่อ ชั้น ป.6 ในกรุงเทพฯ โดยที่ไม่รู้ว่าเส้นทางของเพื่อนเอกจะดำเนินต่อไปอย่างไร ตัดภาพมาอีกที..ก็คือตอนที่ผมทำงานเป็นนักแต่งเพลงที่แกรมมี่ฯแล้ว วันหนึ่ง..ในขณะที่เดินอยู่แถวๆห้างโตคิว (มาบุญครอง) ปทุมวัน ผมก็เดินสวนกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่มองเห็นกันมาแต่ไกล เมื่อเข้ามาในระยะใกล้จนเห็นหน้ากันชัดๆ ผมกับเอกก็หยุดชะงัก แล้วชี้นิ้วใส่กันด้วยความตื่นเต้นดีใจ ผมทักไปว่า “ใช่เอก..รึเปล่า” เอกก็จำผมได้ทันที ว่าเป็นเจ้าเงาะน้อยเพื่อนในวัยเยาว์ร่วมชั้นประถมกันนั่นเอง คุยกันเร็วๆตรงนั้น ผมก็ไม่แปลกใจเลย เพราะเอกในวันนั้น..ทำงานเป็นวิศวกรบริษัทใหญ่แถวนั้น เส้นทางของเอกเป็นไปตามที่คาดคิดไว้คือเรียนสวนกุหลาบ (เป็นเพื่อนร่วมห้องเดียวป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม อีกต่างหาก) แล้วก็เอ็นติด วิศวะสิ่งแวดล้อมจุฬาฯ ไม่มีอะไรที่อยู่เหนือความคาดหมายของเด็กชายสุรักษ์ แต่ที่ทำให้ผมดีใจที่สุดคือเอกบอกว่าเคยเห็นชื่อผมอยู่ในเครดิตปกเทป เลยแสดงความยินดีด้วย ที่ผมได้ไปทำอะไรที่ผมควรจะทำได้จริงๆเช่นกัน ใน Moment นั้น ถ้าจะใช้คำว่า “เราต่าง Respect ซึ่งกันและกัน” ก็คงใช่ !


- เราให้เบอร์โทรศัพท์กันและกันไว้ นานทีปีละหนหรือสองปีหน ก็จะโทรมาคุยทักทายกัน โชคดีที่ผมเป็นคนที่ไม่เคยมีนโยบายที่จะเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ บนความตั้งใจว่าจะใช้เบอร์เดียวไปชั่วชีวิต เลยทำให้เรื่องนี้ง่ายขึ้น มิตรภาพระหว่างเราที่กลับมาเริ่มต้นใหม่ตรงนั้นก็คือการโทรคุยถามทุกข์สุขและความเป็นไปซึ่งกันและกัน น่าเสียดายที่เวลาเพื่อนร่วมรุ่นนัดเจอกันที่ดำเนินสะดวก เอกก็ไม่เคยที่จะมาเจอกับเพื่อนๆได้ เพราะติดต้องเดินทางไปต่างจังหวัดในภารกิจงานการตามที่ตัวเองทำอยู่ สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักเอกแล้วผ่านเข้ามาอ่าน บอกสั้นๆแค่ว่าเอกเป็นคนจิตใจดีมากๆ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น สุภาพ พูดดี คิดดี ให้เกียรติคน ยิ้มน้อยๆ จริงใจ เป็นแฟน Liverpool ไม่ชอบไปสถานที่ๆพวกเราเรียกกันว่าแหล่งอโคจร เอก..ในความคิดผม ก็คือสุภาพบุรุษชาวอังกฤษ ผู้มีความรู้ รสนิยมดี รักความดีงาม ไม่จอมปลอม เหมือน Mr. Darcy พระเอกในวรรณกรรมคลาสสิคระดับโลกของ Jane Austen นั่นเลย!

 

- จนเมื่อผมได้เขียนพ็อคเก็ตบุ๊คชื่อ “เราจะนอนมองฟ้าด้วยกันอีกครั้ง” และ “ท้องฟ้าริมหน้าต่าง” เอกก็โทรมาหา แล้วบอกว่าได้อ่านหนังสือและฟังเพลงจากแผ่น C.D.ที่แนบไปกับหนังสือด้วยแล้ว และมันทำให้เอก “อ่านไปอมยิ้มไปหัวเราะไปตลอดเล่ม” เพราะบางเรื่องเล่าเราก็คงจะมีประสบการณ์ร่วมกันอยู่ตามเหตุการณ์ต่างๆของวันเวลาที่ผ่านไป แม้แต่เรื่องเล่าในส่วนที่เป็นความทรงจำวัยเด็ก เอกก็บอกว่าชอบ และเชียร์ให้ผมเขียนหนังสืออีก นั่นก็คงเป็นคำตอบที่ทำให้เริ่มแน่ใจแล้วว่าเอกก็ชื่นชมในตัวผมอยู่เช่นกัน มันคือสิ่งที่มีค่ามากๆ เพราะผมมองเอกด้วยความนิยมยกย่องอยู่เสมอ

          เอก..ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย จนจบปริญญาเอกสาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มีผลงานวิทยานิพนธ์เรื่อง “การจำลองการบำบัดน้ำเสียแบบไร้ออกซิเจนจากกระบวนการผลิตเอทานอล” พูดได้เต็มปากว่าอยู่ในระดับมันสมองของชาติ เป็นคนที่สังคมไทยต้องฝากความหวังทั้งในปัจจุบันและอนาคต เชื่อว่าที่เอกเลือกเรียนสาขาวิชานี้เพราะอยากจะมีส่วนช่วยทำให้คนไทยและสังคมไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่เรียนไปเพียงเพื่อเอาดีกรีด๊อกเตอร์มาประดับเกียรติตัวเองเท่านั้น

 

          ตัดภาพมาอีกที ก็คือต้นปี 2562 ที่ผ่านมา ผมได้เขียนหนังสือเล่มล่าสุดชื่อ “ชีวิตลิขิตเพลง” ซึ่งก็คือการเอาหนังสือสองเล่มเก่าที่เอกเคยอ่านมา Rewrite ใหม่ บวกกับเพลงใหม่อีก 16 เพลง เอกส่งข้อความทางไลน์เข้ามาสั่งซื้อหนังสือของผมไป 11 เล่ม เพื่ออ่านเอง..ให้น้องสาว..และที่เหลือก็เอาไปให้เพื่อนๆ หนึ่งเล่มในนั้นน้องสาวของเอก “น้องแอน” ส่งไปให้ “ณัฐ ศักดาทร” แล้วถ่ายรูปณัฐกับหนังสือของผมส่งมาให้ดู สิ่งที่เอกทำ มันคงจะแทนคำว่า “ฉันภูมิใจในตัวเพื่อนของฉันคนนี้” และแทนคำว่า “มิตรภาพดีงามที่ยาวนานระหว่างกัน” มูลค่าของหนังสือที่เอกซื้อไปอาจไม่ได้มากมายอะไร แต่การเอาผลงานของเพื่อน ไปให้คนที่เอกรัก นั่นคือสิ่งที่มีคุณค่าทางความรู้สึกและทำให้ผมซาบซึ้งใจเอกที่สุด ความจริงการเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกันมาแล้วนึกนิยมชื่นชมเพื่อนตัวเอง..อาจไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เอกนำเสนอเพื่อนรักของตัวเองให้คนอื่นได้ร่วมรับรู้และชื่นชมด้วย สะท้อนทัศนคติตัวตนของเอกว่าเป็นคนที่ตั้งตนอยู่บน “สัจจะ” ซื่อตรงต่อความเป็นมนุษย์ของตน ไม่มีอคติ เห็นดีก็บอกว่าดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเองก็คิดไปว่าตัวเองมีสิ่งนี้อยู่เช่นกัน


         คงเป็นช่วงเวลาสักสองเดือน ที่เอกตรวจพบมะเร็งปอด เมื่อ Admit ที่โรงพยาบาลจุฬาแล้วก็ไม่ได้ออกมาอีกเลย ที่น่าเสียใจที่สุดคือสองเดือนที่ผ่านมา ผมมีภารกิจหลายครั้งที่ต้องเข้าไปที่นั่นโดยไม่ทราบว่าเพื่อนรัก..เพื่อนเก่าแก่ที่สุดของผม กำลังนอนป่วยหนักอยู่ที่นั่น เรื่องนี้ผมก็คงเดาไม่ผิด..ว่าเอกเป็นคนที่ขี้เกรงใจคนมากๆ เห็นคุณค่าของ “เวลา” อย่างที่ตัวเองเห็น เลยไม่อยากรบกวนให้ใครต้องเสียเวลามาเยี่ยม ทีนี้รู้รึยังว่าเพื่อนผมคนนี้เป็นคนแบบไหน!

          ในงานพิธีศพของเอก..ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม ช่างแสนเศร้า..ผมได้เจอผู้คนมากมาย ทั้งคนในครอบครัว เพื่อนร่วมชั้นเรียน เพื่อนร่วมงาน ฯล ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเอกเป็นคนที่ทั้งเก่งทั้งดี เป็นที่รักของทุกๆคน ไม่แปลกใจเลยที่ผมเองก็เป็นหนึ่งในเสียงที่เห็นพ้องกับคำพูดเหล่านั้น
“อาต้อย” ของเอก บอกว่า “เอกพูดถึงสุรักษ์ให้ฟังอยู่เสมอ” และอาต้อยเป็นคนส่งข่าวการเสียชีวิตของเอกให้ผมทราบ เพราะ “อยากให้คนที่เอกรัก..รู้ว่าเอกเสียแล้ว..”


          “น้องแอน” น้องสาวเอกบอกว่า “ชอบเพลงที่พี่แต่งมากๆ” และเป็นคนส่งหนังสือของผมให้ ณัฐ ศักดาทร อย่างที่บอกไว้ตอนต้น  และเมื่อ “น้องปุ๋ย” แฟนของเอก บอกว่า “พอได้ยินเพลง “เธอผู้ไม่แพ้” ที่พี่เบิร์ดร้องไว้ พี่เอกจะหันมาบอกน้องปุ๋ยด้วยความภูมิใจว่า “เพลงนี้..เพื่อนของพี่แต่ง!!” และเมื่อถึงตรงนี้ ผมก็น้ำตาร่วง................

           อยากจะบอกน้องปุ๋ยว่า “ขอบคุณที่ดูแลเพื่อนรักของพี่อย่างดีที่สุด ถึงไม่ได้เห็นกับตา แต่พี่ก็เชื่อหมดใจ...เพราะเป็นถ้อยคำที่คนในครอบครัวของเอกบอกมา” และอยากจะบอกน้องแอน น้องสาวเอกว่า “จากนี้ไป ให้นับว่าพี่เป็นพี่ชายของแอนคนหนึ่งด้วยนะครับ และพี่หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ” และสำหรับครอบครัวเอกทุกคน ผมมีคำพูดหนึ่งที่ออกมาจากจิตที่เป็น “สัจจะ” ไม่ได้พูดให้รู้สึกดี ไม่ได้เขียนให้เกียรติเกินจริงเพื่อยกย่องเพื่อนผู้ล่วงลับ แต่อยากจะบอกว่า “วันนี้..ประเทศไทยได้สูญเสียคนที่มีคุณค่า ทั้งทางด้านวิชาชีพและจริยธรรมไปก่อนเวลาอันสมควรไปอีกคนหนึ่งแล้ว”

           คนดีๆอย่างเอกถึงไม่ต้องขอ..ไม่ต้องอธิษฐาน เอกก็เดินทางไปสู่สุคติภพแน่นอนอยู่แล้วนะเพื่อนรัก...จากนี้..เดินไปไหนมาไหน ให้มองไกลๆ เดี๋ยวเราก็เจอกันอีก!

                                    สุรักษ์ สุขเสวี 

 

                  มิตรภาพของเพื่อนรักต่างขั้ว


*บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อไว้อาลัย ดร.กิตติคุณ ตรุยานนท์ เพื่อนรักผู้ล่วงลับ และเขียนเพื่อเป็นส่วนเติมเต็มความทรงจำดีๆสำหรับครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหายและคนรักของเพื่อนที่ชื่อ “เอก


          ผมตื่นขึ้นมาในเช้าของวันที่ 11 กันยายน 2562 สิ่งแรกที่ทำคือเปิดโทรศัพท์มือถืออย่างที่เคยทำทุกวัน แล้วก็ได้รับข่าวที่ทำให้ตกใจและตามมาด้วยความเสียใจตั้งแต่เช้า เมื่อได้รับข้อความที่ระบุว่าเพื่อน “เอก” เสียชีวิตแล้ว และก็เป็นโรคร้ายเจ้าเดิม คือ “มะเร็ง” (เคยสังเกตไหมว่าช่วงสองสามปีมานี้มีคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งมากมาย ใครที่เกี่ยวข้องช่วยทำอะไรเพื่อคนไทยทีเถิด)

ครอบครัวและคนที่รักเอก..ไปร่วมลอยอังคารที่ปากอ่าวไทย แม่กลอง 

Subscribe for Updates

Congrats! You’re subscribed