top of page

เกาะตาชัย - สิมิลัน

สวรรค์ที่ไม่มี Room Service
สงวนลิขสิทธิ์ภาพประกอบบทความ
สิมิลัน ธรรมชาติ  (4).JPG
สิมิลัน ธรรมชาติ  (5)_edited.jpg

          ดูเหมือนผมจะเกิดมาเพื่อดื่มชิมโลกนี้ การเลือกที่จะเป็นนักแต่งเพลง นำพาอิสระมาให้ผมแบบที่ไม่เคยคิดไว้ ว่าจะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตและท่องเที่ยวพร้อมๆกับทำงานที่ตัวเองรักไป  งาน แต่งคำร้องเพลง ทำให้ผมไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ทางดนตรีอะไรเลย มีแค่เทปหรือซีดีเดโมพร้อมเครื่องเล่นหูฟัง ผมก็หอบหิ้วเอาเพลงไปแต่งที่ไหนก็ได้ เข้าออฟฟิศแค่วันจันทร์กับวันพฤหัสตอนบ่ายเพื่ออัพเดทและส่งงาน มีประชุมอื่นๆนอกเหนือจากเรื่องแต่งเพลงก็เข้าตามวาระที่เกี่ยวข้อง

         ผมจึงมีสถิติในด้านการไปโน่นไปนี่ โดยเฉพาะสถานที่เที่ยวที่ชอบซ้ำๆที่น่าทึ่ง เช่นไปเกาะเสม็ดเกิน 100 ครั้ง  เกาะสีชังเกิน 30 ครั้ง ภูกระดึง 14 ครั้ง กางเต๊นท์นอนที่เขาใหญ่ ผากล้วยไม้ และห้วยลำตะคอง อีกนับไม่ถ้วนครั้ง และสถานที่อื่นๆในประเทศไทยอีกมากมายที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวชม  แม้แต่สถานที่ๆคนปกติทั่วไปฝันว่าจะได้ไปเที่ยวสักครั้งสองครั้งในชีวิตอย่าง "หมู่เกาะสิมิลัน" ผมก็ยังมีโอกาสไปถึง 10 ครั้ง 

สิมิลัน 2534 3-9ก_edited.jpg
สองภาพนี้ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัว แต่ผมพิจารณาว่าภาพซ้ายมือ แอม ก็น่ารักดีและไม่โป๊อะไร ส่วนภาพที่สองผมตัดสินใจคร็อปคนริมขวาออกไปหนึ่งคน เพราะเกรงใจ ส่วนอีกสองคนถึงเห็นแล้วจะบ่นจะด่า ผมก็ไม่พรั่น..แต่ทั้งสองรูปนี้
ผมขอสงวนลิขสิทธิ์ไว้สำหรับเพจนี้เท่านั้นนะครับ
ไม่อนุญาตให้เผยแพร่ที่อื่น
          คนที่เป็นต้นคิดชักชวน และทำให้ผมรู้จักเกาะสิมิลันเป็นคนแรก เป็นนักแต่งเพลงดังที่ใครๆในประเทศนี้ก็รู้จัก คือ พี่นิ่ม สีฟ้า นั่นเอง ผมอยากจะเล่าถึงการมาสิมิลันครั้งแรกมากเป็นพิเศษ เพราะมีสิ่งที่ผมสามารถที่จะเป็น ผู้ยืนยันที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ วมทั้งทุกคนที่มีโอกาสไปสิมิลันครั้งแรกพร้อมผมในเดือน มีนาคม 2534 นอกจากพี่นิ่ม แล้ว ก็คือ แว่น จักราวุธ แสวงผล, ธเนศ วรากุลนุเคราห์, แอม เสาวลักษณ์, พี่ดี้ นิติพงษ์
          
          เพราะในปี  2534 บริเวณหน้าหาดเกาะ 4 วันนั้น  ยังมี 
ปะการังน้ำตื้น เป็นแนวยาวเหยียดทั้งหาด เป็นแนวปะการังที่แค่ใส่หน้ากาก Snorkel ว่ายน้ำออกไปแค่สักสิบเมตร ก็สามารถที่จะชมความงามใต้ท้องทะเลได้แล้ว  มันเป็นแนวปะการังเขากวางและปะการังกุหลาบ มีทั้งปลานกแก้ว ปลาการ์ตูน ดอกไม้ทะเล ฯลฯ ผมบอกได้เลยว่า เต็มหน้าหาด เป็นสวรรค์ของคนที่ชอบ Snorkel แบบไม่ต้องไปหาจุดชมที่ไซ้ท์อื่นเลย ด้านหลังเกาะสี่เอง วันนั้นก็มีปะการังอยู่นิดหน่อย คงเพราะคลื่นค่อนข้างแรง ไม่เอื้อให้ปะการังเติบโตเท่าด้านหน้าหาด และไม่สวยเท่าด้านหน้าหาด

           เมื่อผ่านมาจนถึงวันนี้ มันอาจจะเป็นแค่คำบอกเล่า ที่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับประวัติศาสตร์ของเกาะสิมิลัน ว่ามันเคยมีอยู่จริง เพราะทุกวันนี้แนวปะการังหน้าหาดที่ผมบอก อยู่ในสภาพที่ 
"ไม่เหลืออะไรเลย" คิดไปว่าแม้แต่กระทั่งอธิบดีกรมป่าไม้ หรือแม้แต่หัวหน้ากองอุทยานแห่งชาติสิมิลันคนปัจจุบัน ก็คงไม่เคยได้เห็นสิ่งที่ผมเคยเห็นที่นี่  

          การตายของปะการังเกิดขึ้นในช่วงปี
2540 - 2541 ด้วยปรากฏการณ์ "เอลนีโญ่" ที่ทุกวันนี้เรารู้จักกันดี  ความจริงมันไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก แต่ครั้งปี 2540 เรียกขานกันว่าเป็นเอลนิโญ่แห่งศตวรรษ และตกเป็นจำเลยแบบไม่มีข้อแก้ตัว เมื่อมันทำให้ปะการังที่สิมิลันเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ฟอกขาว" คือเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดจางลง ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะเครียด เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงผิดปกติ (เกิน 30.5–31 องศาเซลเซียส) และสุดท้ายปะการังทั้งหมดที่หน้าหาดสิมิลันก็ตายลงในเอลนีโญ่รอบนี้
         
          เมื่อผมกลับมาเยือนที่นี่กับทริปดำน้ำลึก
Scuba ในปีแรกหลังเกิดเอลนีโญ่  ผมลองเอาหน้ากาก Snorkel ลงไปดำดูที่หน้าหาด ก็ได้เห็นภาพที่ชวนให้เศร้าใจ คือตอนที่มันพังราบไปในปีแรก  มันจะยังเห็นเป็นเศษซากสีดำๆกองเต็มแนวเดิมไปหมด และมีหอยเม่นกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ที่คงก่อกำเนิดมาเพื่อกินเศษซากปะกางรังเหล่านี้ตามระบบนิเวศน์  จนกระทั่งวันหนึ่งสิ่งเหล่านี้ก็หายไปหมด ราวกับว่ามันไม่เคยมีแนวปะการังกุหลาบและปะการังเขากวางเป็นแนวกว้างขนาดใหญ่อยู่ตรงนี้มาก่อน

          ผมแอบคิดอยู่ว่าปรากฏการณ์เหล่านี้ มนุษย์อาจมีส่วนช่วยเร่งปฏิกิริยามันก็จริง แต่นึกถึงความเป็นจริงแท้แล้ว ผมคิดว่าต่อให้ไม่มีมนุษย์อยู่ในโลกนี้เลยสักคนเดียว ธรรมชาติมันก็ดำเนินความเป็นไปตามกฏของสรรพสิ่งอยู่ดี  นึกถึงความจริงที่ว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่แนวปะการังนี้ เมื่อเริ่มก่อกำเนิดมาเมื่อหลายร้อยหรือพันปีก่อน จะอยู่แบบเดิมไปชั่วกัลปาวสาน แต่ตามประสาคนรักธรรมชาติอะนะ  เมื่อเห็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้สวยงามขนาดนี้ หายวับไปกับตา ก็อดที่จะเศร้าใจไม่ได้ ใช่..มันเกิดขึ้นในรุ่นเรา...

         ไหนๆก็เล่าแล้ว อยากจะเล่าย้อนกลับไปในความทรงจำแนวขำๆส่วนตัวว่า...การมาถึงที่นี่ทริปแรกในปี
2534 มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่ปกติอยู่นิดหน่อย  คือตั้งแต่วันแรกที่ลงไปดำ Snorkel  ผมเห็นปลากระเบนยักษ์ตัวหนึ่ง [Manta Ray] หางขาด มานอนเกยอยู่บนแนวหาดทรายในน้ำลึกสักสามสี่เมตร ผมว่ายวนดูอยู่เหนือตัวมัน พร้อมกับเห็นลูกตาที่ใหญ่ขนาดเท่ากำปั้น มองดูผม แบบเธอจ้องมองฉัน ฉันก็จ้องมองเธอ  ผมดูอยู่ประมาณเกือบสิบนาที แล้วว่ายไปดูปะการังจุดอื่นๆอีกนาน  แต่ก่อนจะกลับขึ้นไปบนหาด ผมก็ว่ายวนกลับมาดูเจ้ากระเบนอีกรอบ มันก็ยังอยู่ที่เดิม และเรา (ผมกับปลากระเบน) ก็ยังสบตากันเหมือนเดิม

          อีกหนึ่งวันต่อมา ตอนสายๆ ขณะที่ผมนั่งเล่นเอาขาคลุกทรายเย็นๆอยู่บนชายหาด ก็ได้ยินเสียงพี่นิ่ม สีฟ้า ตะโกนมาแต่ไกล เรียกผมให้ลงไปดูเจ้าแมนต้าเรย์ตัวนั้น ผมเลยบอกพี่นิ่มไปว่า ผมเห็นตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับ  พี่นิ่มก็ตอบกลับมาว่า "อ้าว แล้วทำไมไม่บอก" ผมหัวเราะ ไม่ได้อธิบายอะไรกับพี่นิ่ม  แต่ในใจคิดไว้ว่า
มันคงมีเหตุผลส่วนตัวอยู่สองอย่างที่ทำให้ผมเห็นแล้วเงียบ ไม่บอกใครเลย หนึ่งเพราะผมประเมินไม่ถูกว่ามันควรจะเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นจนต้องไปบอกใครๆหรือเปล่า? ส่วนข้อสอง อันนี้สำคัญที่สุด! คือผมแอบหวังว่าจะไม่มีใครเห็นมัน เพราะตอนที่ผมกับเจ้ากระเบนสบตากัน ดูมันกลัวๆ คิดแบบใจเขาใจเรา ถ้าสมมติว่าผมโชคร้าย...หางขาด ก็ไม่อยากให้ใครมามุงดูผมเหมือนกัน  และแอบหวังซ้ำไปอีกว่ามันอาจจะรอดก็ได้  พรุ่งนี้มันอาจไม่อยู่ตรงนี้แล้วก็ได้  และสุดท้าย เมื่อคณะผมกลับไปแล้ว ผมก็ไม่รู้จริงๆว่าเจ้ากระเบนยักษ์ตัวนี้ มันจะเป็นตายร้ายดีเช่นไร จะมีเจ้าหน้าที่อุทยาน พามันออกไปปล่อยในน้ำลึก หรือมันจะนอนตายอยู่ตรงนั้น จนเจ้าหน้าที่อุทยานต้องมาเก็บซากมันไปทิ้ง หรืออาจเป็นแบบอื่นๆที่ผมไม่อาจรับรู้  

          ในสิมิลันทริปแรกนี้ ยังมีวีรกรรมน้อยๆ ที่ผมทำไว้กับพี่เอก ธเนศ และแอม เสาวลักษณ์ ขออนุญาตไม่เล่าในเพจนี้ เพราะได้เล่าไว้ในหนังสือ "
เราจะนอนมองฟ้าด้วยกันอีกครั้ง" แล้ว ใครอยากอ่านกดเข้าไปดูรายละเอียดหนังสือได้ตามลิ้งค์ชื่อหนังสือเลยครับ ขอแอบขายของนิสนุง..
สิมิลัน ทริปที่สอง กับกลุ่มนูโว และใหม่ เจริญปุระ ปีถัดมา มกราคม 2535
สิมิลัน 2535 12-18ม.ค_edited.jpg

            หลังจากติดใจความสวยของสิมิลันในการไปครั้งแรกเมื่อปี 2534 พอถึงต้นปี 2535 ผมก็ได้กลับมาอีกครั้ง โดยมี โจ จอห์น ก้อง นูโว และใหม่ เจริญปุระ มาด้วย และมาครั้งนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจเรียน Scuba Diving อย่างเป็นเรื่องเป็นราวหลังจากกลับไปกรุงเทพฯ ถ้าจะบอกว่าโจ กับ จอห์น นูโว เป็นแรงบันดาลใจให้ผมก็คงจะไม่ผิด เพราะสองคนนี้ ดำน้ำลึกให้เห็นต่อหน้าต่อตา เด็กดำเนินสะดวกที่อยู่กับน้ำกับคลองมาแต่เกิด เห็นแล้วรู้สึกอิจฉาที่เห็นสองนักร้องดังลงไปในจุดที่ลึกๆได้ และอยู่ได้นานๆ เพราะมีอากาศหายใจจากแท๊งค์ออกซิเจน

       

  ถือว่าผมเป็นคนโชคดีมากๆๆๆ ที่มีโอกาสได้ไปนอนที่สิมิลันแบบ 3 คืน ถึง 6 ครั้ง และครั้งละหนึ่งคืนอีกประมาณสี่ห้าครั้งเวลาไปกับกลุ่มดำน้ำ Scuba เพื่อแวะดำน้ำลึกที่นี่หนึ่งวันหนึ่งคืน ก่อนที่จะไปไซ้ท์ดำน้ำอื่นๆ

          ดังนั้น..ผมจึงเป็นคนหนึ่งที่รับรู้ว่าที่เกาะที่สวยที่สุดในประเทศไทยแห่งนี้ (รวมเกาะตาชัยที่อยู่ใกล้กัน) มีปัญหาในการบริหารจัดการรับมือกับนักท่องเที่ยวในแต่ละวันในฤดูกาลท่องเที่ยว เรื่องแรกคือน้ำจืด เพราะระยะทางจากทับละมุ จ.พังงา หรือจากภูเก็ต มาที่นี่ขนาดนั่งสปีดโบ๊ทเครื่องแรงๆยังใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง การจะเตรียมน้ำจืดไว้บริการนักท่องเที่ยวจึงเป็นปัญหาใหญ่มากๆ และมันลามไปจนถึงห้องพักของอุทยาน ที่ไม่สามารถมีฟูกมีผ้าปูสะอาดๆไว้ให้ใช้ได้ เพราะไม่มีน้ำจืดจะซักทำความสะอาด

ในทริปที่นอนในเรือได้ ถึงจะมานอนบนหน้าเกาะสี่ แต่บางครั้งเราก็อาบน้ำจืดบนเรือซะให้เสร็จก่อนลงมาบนเกาะ เพราะสะดวกกว่า ถึงจะต้องใช้น้ำแบบประหยัดๆเช่นกัน แต่ก็ไม่เคยมีปัญหาในเรื่องสุขอนามัย

          นี่ไม่รวมปัญหาในเรื่องบนเกาะ ที่มีสัตว์ที่เราจะไม่พบเจอที่เกาะอื่นๆอยู่จำนวนหนึ่ง ดังนั้นทางอุทยานจึงแก้ปัญหาด้วยการตัดไฟเร็วๆ เพื่อให้เราปรับตัวอยู่กับธรรมชาติดิบๆโดยไม่รบกวนสัตว์เหล่านั้น และยังปัญหาในการกำจัดขยะของนักท่องเที่ยว ซึ่งมาทีนี่แบบมาถึงตอนสาย บ่ายสามกลับ วันละหลายๆร้อยคน

ผมไปสิมิลันครั้งสุดท้ายคือปี 2558 ตอนนั้นอุทยานยังเปิดให้ค้างคืนได้ แต่ก็เข้าใจดีว่าความสะดวกสบายที่นั่นมีให้ตามสภาพ ความเข้าใจเหล่านี้ทำให้ผมไม่เคยคาดหวังการอำนวยความสะดวกอะไรมากมายนัก และแอบดีใจแบบเห็นแก่ตัวนิดหน่อย ที่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เค้าไม่ให้พักค้างแรมแล้ว

           สำหรับผมแล้ว ที่นี่คือสวรรค์ แต่เป็นสวรรค์ที่จะไม่มีรูมเซอร์วิส เป็นอันว่า..ผมถึง..สิมิลัน ไปแล้ว! อย่างละมุน

Logo 6_edited.jpg
bottom of page